เรียน toeic มาต่อแล้ว! (TOEIC SERIES) เจาะ 7 พาร์ทข้อสอบ TOEIC : Reading

สวัสดีครับ ขออภัยที่ห่างหายไปนานนะครับ วันนี้ Xpert English จะมาต่อส่วนที่ยังคั่งค้างไว้อยู่ และเป็นส่วนที่น่าจะเป็นปัญหาสำหรับผู้ทำข้อสอบ TOEIC ส่วนใหญ่ นั่นคือในส่วนของ Reading ซึ่งจะมีด้วยกันทั้งหมด  3 Parts นั่นเองนะครับ มา เรียน toeic ด้วยกันนะครับ

banner-pantip

ปล.เทคนิคเหล่านี้เป็นเทคนิคที่กลั่นกรองทั้งจากหนังสือและประสบการณ์ในการสอบ ที่ผมใช้ในการทำข้อสอบ TOEIC รวมทั้งประสบการณ์ในการเป็นติวเตอร์เล็กๆน้อยๆ หากท่านสมาชิกมีเทคนิคไหนสามารถแนะนำกันเข้ามาได้เลยครับ

——————————————————-

ติดตามเทคนิคเด็ดๆและกลเม็ดการเตรียมสอบและการใช้ภาษาอังกฤษได้ก่อนใครที่ Xpert English, the home of Business and Academic English learners with an expert and professional development,  https://www.facebook.com/expertenglishlearners/

——————————————————

 

Part 5 Incomplete Sentence

part-5

ในส่วนของพาร์ทนี้เป็นข้อสอบที่ผู้สอบส่วนใหญ่มักจะคุ้นเคยมากๆ เนื่องจากข้อสอบคือมีประโยคที่ไม่สมบูรณ์มาให้และให้เรานำตัวเลือก A,B,C,D แล้วเลือกตัวเลือกที่ถูกต้องทีสุด ซึ่งในส่วนนี้แน่นอนว่า ส่วนที่ออกคำถามนั้นจะเป็น คำถามในส่วนของโครงสร้าง (Structure (แกรมม่าร์น่าปวดหัว)) และ Vocabulary (คำศัพท์) นั่นเองครับ

 

ระดับความยากอยู่ที่ 50

จริงๆแล้วการทำพาร์ทนี้ในการสอบ Reading ซึ่งมีเวลาสอบด้วยกันทั้งหมด 1.15 น. หรือ 75 นาที พาร์ทนี้ควรจะใช้เวลาไม่เกิน 15-20 นาที เพื่อที่จะได้มีเวลาให้พาร์ทที่โหดหินกว่านี้อย่างพาร์ท 6-7 โดยเฉพาะอย่างยิ่งพาร์ท 7 ซึ่งคงต้องว่ากันยาวๆ  ในส่วนนี้มีเทคนิคอยู่ที่

1.ดูช้อยส์ ถ้าช้อยส์เป็นคำศัพท์เหมือนกัน แต่เป็น Part of Speech ที่ต่างกัน ข้อนั้นถามแกรมม่าร์ชัวร์ป๊าป แต่ถ้าตัวเลือกเป็นคำศัพท์แต่ละคำศัพท์ที่ต่างกัน ข้อนั้นถามคำศัพท์แน่นอน

2.วิเคราะห์แกรมม่าร์ที่ออกบ่อย เช่นเรื่อง Concord (Agreement of Subject and Verb), Tense, Voice เป็นต้น

3. ถ้าไม่รู้ก็เดา แต่เดาให้มีศิลปะ วิธีที่ผมใช้ประจำคือ ถ้าไม่รู้ตอบข้อไหน ก็เอาช้อยส์มาเติมแล้วอ่านไปเลย ถ้าข้อไหนคุ้นสุดข้อนั้นแหละมีโอกาสถูกมากที่สุด แต่บางคนคงคิดว่า เดาอย่างนี้มันมีศิลปะตรงไหน? ประเด็นคือว่า นอกจากเราจะเอาหลักการที่ ประโยคดังกล่าว ถูกไวยากรณ์ (Grammatical) + มีคนใช้หรือไม่ หากคำดังกล่าวมีคนใช้แสดงว่ามัน(อาจจะ)ถูก ก็เป็นได้ ดังนั้นถ้าเราอ่าน(เดา)ว่าเราได้ยินข้อไหนมากที่สุด ข้อนั้นก็อาจจะมีโอกาสถูกมากที่สุดก็เป็นได้ (แต่ถ้าเลือกใช้ข้ออื่นได้ก็เลือกเถอะ ข้อนี้จริงๆไม่แนะนำ)

4.การตัดช้อยส์ (Elimination)

วิธีนี้คือเราไม่รู้จริงๆว่าจะตอบข้อไหนดีเราก็เลยต้องใช้วิธีตัดช้อยส์ให้เหลือข้อที่มีความน่าจะเป็นว่าจะถูกมากที่สุด ดังนั้นแล้ว ช้อยส์มีทั้งหมด  4 ตัวเลือก เราตัดทีละตัวเลือก โอกาสถูกก็จะมีมากขึ้นจาก 0-25-50-100 เปอร์เซ็นต์ ขอบอกว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่คนนิยมใช้กันมากที่สุดวิธีหนึ่งเลยล่ะครับ

 

Part 6

Text Completion

part6

พูดง่ายๆว่าพาร์ทนี้เป็นลูกผสมระหว่างพาร์ท 5 กับ พาร์ท 7 โดยแท้จริง โดยรูปแบบการสอบก็ไม่ได้มีอะไรแตกต่างจากพาร์ท 5 เลย มีช้อยส์ 4 ข้อให้เลือกเหมือนเดิม แต่ที่ต่างออกไปคือ พาร์ท 6 นี้ ไม่ได้มาเป็นประโยคสองประโยค
แต่มาเป็น Text  คือมาแบบตัดมาทั้งโฆษณา ประกาศ ให้เราอ่าน เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีส่วนที่หายไปอีก ซึ่งเจ้าส่วนที่หายไปนี้ คราวนี้มาได้ถึงสามรูปแบบ

1.Grammar-อันนี้เหมือนพาร์ท  5 คือมาเป็นคำศัพท์เดียวกันแต่ Part of Speech  ไม่เหมือนกัน

2.Vocabulary-เหมือนเดิม

3.Context-คราวนี้แหละที่ต่างไปจากเดิม

ระดับความยากอยู่ที่ 75

พาร์ทนี้ดูเหมือนยาก แต่ความยากมันยังไม่สุดตรงที่ว่า มันมีให้ทำไม่เยอะ แต่ดังนั้นก็ยังยากอยู่ดี

นอกจากเทคนิคต่างๆที่ได้กล่าวไปในพาร์ท 5 ที่เราเอามาใช้ได้แล้ว เทคนิคอีก 1 เทคนิคที่จะทำให้เราประหยัดเวลาได้จาก พาร์ท 6 คือ การอ่านเฉพาะประโยคหน้าและหลังของประโยคที่หายไป ซึ่งตรงนี้ไม่ได้การันตีว่าจะทำได้หมดทุกคำถาม แต่จะเป็นประโยชน์ในการประหยัดเวลาของเรามากยิ่งขึ้น เพื่อไปทำในพาร์ทโหดสุดหิน พาร์ท 7 ที่หลายคนบอกว่า นี่แหละที่สุดแห่งชีวิตแล้ว ไม่ใช่มันยากนะ แต่ทำไม่ทันเว้ยยยย

Part 7 Reading Comprehension

part7

สำหรับพาร์ทนี้ เป็นการอ่าน อ่านล้วนๆ อ่านแบบตะบี้ตะบันอ่าน และแต่ละเรื่องก็ไม่ได้มาแบบกระจิ๊บกระจ้อย แต่มาเป็น Passages เช่นประกาศ บทความ (ตัวดี ต้องระวัง) โฆษณา ซึ่งจะมีทั้งแบบสั้น (Short Passage) และแบบยาว (Long Passage) ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 2 แบบ คือ

1.Single Passage

อันนี้มาเดี่ยวๆ คำถามอยู่ใน Text อันเดียวสบายๆแบบเบิร์ดๆ

2.Double Passage

อันนี้โหดหินมฤตยูสุดพลัง อย่างบางข้อเป็นอีเมล มาสองอัน บางทีคำตอบข้อแรกๆอยู่ Passage อันหลังซะงั้น

ความยาก 100%

จริงๆไม่ได้ยากตรงที่เนื้อหา แต่ยากตรงที่มันเยอะและการจัดสรรเวลาของเราในพาร์ท 5-6 ทำให้เวลาเราเหลือในการทำ พาร์ท 7 น้อยมากๆ ดังนั้นแล้ว ก็อาจจะหมดเวลาเสียก่อนที่จะทำให้เราทำจนจบครบพาร์ท 7 นั่นเอง บางคนน่าเสียดายมากที่ออกมาจากห้องสอบแล้วต้องว่างไว้เป็นสิบๆข้อ ถ้างั้นก็ลองมาดูเทคนิคปราบเซียนกับพาร์ทนี้เลยครับ ซึ่งสามารถเลือกทำได้สองแบบ

1.เลือกทำจากน้อยไปหามาก

หมายถึงเริ่มทำจาก Single Passage และ Short Passage เสร็จให้หมดแล้วค่อยไปทำ Double Passage และ Long Passage ซึ่ง วิธีนี้จะประหยัดเวลาในการทำ แล้วเราจะได้เอาเวลาไปทุ่มกับข้อหลังๆได้

 

2.เลือกทำจากมากไปหาน้อย

คือให้ทำ Double Passage และ Long Passage ก่อน แล้วค่อยกลับไปทำข้อที่เหลือ เพราะส่วนใหญ่แล้วข้อที่มีโจทย์เยอะๆให้เราทำคือ Double Passage และ Long Passage  ที่มีสูงสุด ถึง 5 ข้อ ส่วน Single Passage และ Short Passage อาจจะมีแค่ 2-3 ข้อ เท่านั้น นั้นเท่ากับว่า เราต้องใช้เวลาอ่านเรื่องนึงและทำความเข้าใจเพื่อตอบคำตอบ 2-3 ข้อ ในตอนแรก และจะทำให้เวลาที่เราจะต้องไปอ่าน Passage ยาวๆในตอนหลังไม่ทัน และนี่เป็นเหตุผลว่า ทำไมบางคนถึงทำไม่ทันนั่นเอง

3.ถ้ามันอ่านไม่ทันจริงๆ ทำยังไงอะ?

วิธีการคือฝนไปเลยครับ ฝนไปอย่าได้หยุด แต่ๆๆๆ ไม่ใช่ว่า ฝนไปเรื่อย เดี๋ยวข้อนี้ A ข้อนี้ B นะครับจะเอาข้อไหน ฝนลงไปเลยครับ A ก็ A สิบข้อไปเลย เพราะอย่างน้อยมันต้องมีโอกาสถูกสักข้อละครับในสิบข้อนั้นแน่นอน และนี่เป็นทริกที่ไม่ควรเอาอย่างอีกทริกนึงนะครับ แหะๆ

 

สำหรับวิธีการที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้เราอ่านได้เร็วขึ้น คือการอ่านทุกวันครับ เดี๋ยวนี้เรามี Social network แค่กดไลก์เพจก็สามารถที่จะติดตามความเคลื่อนไหวข่าวสารของโลกและได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษไปด้วยง่ายๆแล้วครับ

 

แล้วพบกันใหม่คราวหน้า สวัสดีครับ

 

brochure

 

ติว toeic (TOEIC SERIES) เจาะ 7 พาร์ท ข้อสอบ TOEIC พาร์ทไหนยาก-ง่ายยังไง มาดูกัน

สวัสดีครับ  มาพบกับ TOEIC SERIES
ของ Xpert English กันอีกครั้งนะครับ
วันนี้ผมจะขอนำเสนอ ติว toeic
การวิเคราะห์ความยาก-ง่ายของทั้ง 7 พาร์ท
เพื่อให้เราได้รู้ว่าจุดแข็ง-อ่อน
ของ ข้อสอบ TOEIC ในแต่ละพาร์ทมีอะไรบ้างนะครับ

 open

 

ปล.เทคนิคเหล่านี้เป็นเทคนิคที่กลั่นกรองทั้งจากหนังสือและประสบการณ์ในการสอบ ที่ผมใช้ในการทำข้อสอบ TOEIC รวมทั้งประสบการณ์ในการเป็นติวเตอร์เล็กๆน้อยๆในการ  ติว toeic หากท่านสมาชิกมีเทคนิคไหนสามารถแนะนำกันเข้ามาได้เลยครับ

——————————————————-

ติดตามเทคนิคเด็ดๆและกลเม็ดการเตรียมสอบและการใช้ภาษาอังกฤษได้ก่อนใครที่ Xpert English, the home of Business and Academic English learners with an expert and professional development,  https://www.facebook.com/expertenglishlearners/

——————————————————

 

 

ว่าแล้วเราก็เริ่มที่ ในส่วนของ Listening กันเลยดีกว่าครับ

Listening  ทั้งหมดจะมีด้วยกัน 4 พาร์ท

 

Part 1: Photographs

ใน Part นี้เราจะได้เห็นรูปภาพมากันครบ คือคน สิ่งของ วัตถุ สถานที่มีหมด แล้วผู้บรรยายก็จะบรรยายประโยคมา 4 ประโยค A,B,C,D แล้วให้เราเลือกประโยคที่ใกล้เคียงกับภาพมากที่สุด ซึ่งตรงนี้จะมีอยู่ 10 ข้อด้วยกัน

round_progress_meter

 

ระดับความยาก: 25% (ไม่ยาก ทำได้สบายๆ)

ในพาร์ทนี้ถือว่าผู้สอบสามารถทำได้สบายๆ  แต่มีข้อควรระวังคือการเลือกตัวเลือกที่มีลักษณะบอกเป็นนัย (inferring) โดยที่ไม่มีตัวเลือกที่ตรงกับภาพแบบตรงๆ อาจทำให้ผู้สอบไขว้เขวได้เช่นกัน

 

 

Part 2: Question-Response

พาร์ทนี้จะเป็นส่วนที่ใครหลายๆคนมีความเห็นแตกต่างกันมากที่สุด บางคนก็บอกว่าง่ายบางคนก็บอกว่าพาร์ทนี้แหละ ยากสุดใน Listening แล้ว เนื่องจากในพาร์ทนี้จะไม่มีโจทย์หรือช้อยส์อะไรให้เราดูเลย มีแต่การฟังและเลือกคำตอบล้วนๆ ถึง 30 ข้อยาวพรวด แต่ก็โชคดีตรงที่ว่าในส่วนนี้จะมีอยู่สามตัวเลือกคือ A,B,C เท่านั้น ซึ่งในพาร์ทนี้เราจะได้ฟังประโยคคำถาม ซึ่งก็จะมาในหลากหลายรูปแบบเช่นแนว Request (Could…, would…), หรือขึ้นต้นด้วย Interrogative pronouns ต่างๆ (Wh-questions) แล้วเราจะต้องเลือกคำตอบที่สามารถตอบคำถามหรือตอบสนองโจทย์ข้อนั้นๆได้ถูกต้องที่สุด

round_progress_meter2

 

ระดับความยาก: 75% (ยากปานกลางถึงค่อนข้างยาก)

 

ผู้สอบหลายคนบอกว่าการทำพาร์ทนี้คือส่วนที่ยากที่สุด เพราะมันยาวและไม่มีโจทย์หรือคำตอบที่จะพอไกด์ให้ตอบได้เลย ต้องอาศัยการฟังล้วนๆ แต่เนื่องจากพาร์ทนี้มีแค่ 3 ตัวเลือก และ 1 ใน 3 ตัวเลือกนั้นมักจะไม่เกี่ยวข้องกับโจทย์ (Dummy choice) ดังนั้นโอกาสทำข้อสอบถูกในพาร์ทนี้จึงมีมากขึ้นนั้นเอง สำคัญคือต้องตั้งสติให้มั่น ก็อาจจะทำได้ไม่ยากนักนั่นเองครับ

 

 

 

Part 3 & 4: Conversations, Talks

สำหรับพาร์ท 3 และ พาร์ท 4 จริงๆแล้วรูปแบบข้อสอบเหมือนกัน นั่นคือ มีโจทย์และตัวเลือก A,B,C,D ให้เลือก โดยพาร์ท 3 จะเป็น บทสนทนา (Conversation) ส่วนพาร์ท 4 จะเป็น ผู้พูดคนเดียวพูดให้ฟัง (Monologue) ซึ่งอาจจะเกี่ยวกับ โฆษณา (Advertising) ประกาศ (Announcement) จะมีพาร์ทละ 30 ข้อ รวมเป็น 60 ข้อ โดยแต่ละ บทสนทนา จะมีโจทย์สามข้อ และมีช้อยส์ A,B,C,D ให้เลือกคำตอบที่ถูกต้องในแต่ละคำถาม

 

round_progress_meter3

ระดับความยาก: 50-75% (ยากปานกลางถึงค่อนข้างยาก)

การทำพาร์ทที่ 3-4 จริงๆแล้วไม่ยากมาก เพราะเราได้ฟังบทสนทนาต่างๆพวกนี้ซึ่งอยู่ในแบบเรียนมาโดยตลอด แต่สิ่งที่จะยากคือการจับคีย์เวิร์ด การจัดสรรเวลา และที่สำคัญคือ ส่วนใหญ่เมื่อผู้สอบทำมาถึงข้อประมาณ 60-70 จะเกิดอาการล้าเพราะต้องฟังตลอดไม่หยุด 45 นาที และตรงนี้อาจจะเป็นจุดที่ทำให้สมาธิของผู้สอบหลุดได้ และจะทำให้เสียคะแนนในส่วนนี้ไป

 

“สรุป:โดยเฉลี่ยแล้ว ความยากของข้อสอบ Listening จะอยู่ที่ประมาณ 50 – 75% โดยเฉลี่ย ข้อสอบ Listening ใน TOEIC เน้นการจับคีย์เวิร์ด ความอดทน และการตั้งสติในการฟัง ที่สำคัญคือ การที่เราขยาย Corpus (คลังคำศัพท์) ของเราให้มากเข้าไว้ เพื่อเพิ่มคะแนนของเราในส่วนของพาร์ทการฟังนั่นเองครับ”


 

Accept or Agree ? Glad or Happy? เลือกใช้คำไหนดี

This is the excerpt for your very first post.

Buy or Pay? Accept or Agree? Fit or Suit? งงๆมึนๆ เจอคำศัพท์นี้ในข้อสอบหรือในชีวิตประจำวัน จะใช้คำไหนดี วันนี้ Expert English จะพาไปดูว่าแต่ละคำในที่นี้มีความหมายเหมือนหรือต่างกันอย่างไร

14238196_1791362817745585_4213457461648672351_n

 

1.Rob or Steal ? (V.)

odk28py1nouq7zpuwqb-o

สองคำนี้ให้ความหมายในการปล้นเหมือนกัน แต่…

If you rob, you rob someone or somewhere.
หากใช้คำว่า rob เรามักจะใช้กับคนหรือสถานที่ เช่น

He was robbed while he was walking on the street at night. เขาถูกปล้นตอนกลางคืนขณะที่เขาเดิน

They rob a bank.

พวกเขาปล้นธนาคารแห่งหนึ่ง

ส่วน Steal

If you steal, you steal something

Steal มักจะนิยมใช้ Focus ไปที่สิ่งของที่ถูกขโมยมากกว่า

She is stealing my book.

หล่อนกำลังจะขโมยหนังสือของฉัน

My book is stolen.

หนังสือของฉันโดนขโมย

และโดยทั่วไปแล้ว เราจะไม่ใช้โครงสร้าง Subject+rob+object เช่น

She steals my books. ไม่ใช่ She robs my books.

 

 

2.Glad or Happy? (adj.)

odk2d0fj6q9oxzw99ei-o

เราอาจใช้ทั้ง Glad ทั้ง Happy (adj.) เพื่อบอกอาการยินดีได้ เช่น

I’m glad to meet you John. (ดีใจที่ได้เจอนะจอห์น)

I’m happy with your success, Jenna. (ดีใจกับความสำเร็จของเธอด้วยนะ เจนน่า)

แต่เมื่อเราอยากจะบรรยายบุคลิกลักษณะของคำนามนั้นๆว่ามีความสุข เราจะใช้ happy เช่น

Even she is ill, she is still happy. (แม้เธอจะป่วยเธอก็ยังมีความสุข) เป็นต้น

 

 

3.Fit or Suit ?

odk2gbxx75e9gw93iv1-o

Fit or Suit ? (V.)

หากเราเลือกซื้อเสื้อผ้า

เราจะใช้คำว่า Fit  (V.) เมื่อมีความเหมาะสมเกี่ยวกับไซส์ เช่น

This shirt perfectly fits you.
(เสื้อตัวนี้ดูเหมาะกับคุณมาก(ในเรื่องขนาด))

แต่เราจะใช้ Suit (V.) เมื่อเสื้อผ้าของเราเหมาะสมในภาพรวม หรือใส่แล้วดูดี เช่น

This shirt suits you.
(เสื้อตัวนี้ดูเหมาะกับคุณ(ในภาพรวม ใส่แล้วดูดี))

 

 

4.Accept or Agree ? (V.)

odk2jtoim7a3nai40gc-o

Accept แปลว่ายอมรับ ส่วน Agree แปลว่าเห็นด้วย

หากมีใครบางคนเสนอให้เราทำอะไรบางอย่าง เราจะไม่ Accept ข้อเสนอ แต่จะ Agree กับข้อเสนอนั้น เช่น

I accept your challenge. (ฉันยอมรับคำท้าของคุณ)

I agree with your view. (ฉันเห็นด้วยกับความคิดของคุณ)

 

5.Buy or Pay? (V.)

14317628_1791362934412240_5722107756755311615_n

Buy or Pay? (V.)

ถึงแม้จะมีความหมายคล้ายคลึงกันแต่ Buy และ Pay มีข้อแตกต่างกันบ้างเล็กน้อยเช่น

I will buy them meals. (ฉันจะซื้ออาหารให้พวกเขา)

I will pay for their meals. (ฉันจะจ่ายค่าอาหารให้พวกเขา)

 

 

ติดตามเทคนิคเด็ดๆและกลเม็ดการเตรียมสอบและการใช้ภาษาอังกฤษได้ก่อนใครที่ Xpert English, the home of Business and Academic English learners with expert and professional development,  https://www.facebook.com/expertenglishlearners/
 

เตรียมสอบ TOEIC อย่างมั่นใจ ด้วย 5 กลเม็ดเด็ด

This is the excerpt for your very first post.

เคยไหม เตรียมสอบ TOEIC ก่อนไป สอบ TOEIC ทำยังไงก็ไม่มั่นใจ

วันนี้ Xpert English จะมาแนะนำ 5 กลเม็ดเด็ดๆที่จะทำให้สอบ TOEIC ครั้งนี้ มั่นใจเกินร้อยแน่นอน

 kollamed2
 1.เลือกหนังสืออ่านเตรียมสอบ
1
ในการจะเตรียมตัวสอบอย่างมั่นใจ ข้อแรกและอาจจะเป็นข้อสำคัญที่สุดคือคุณต้องเลือกหนังสือเตรียมสอบที่ครอบคลุมเนื้อหา มีความหลากหลาย รวมทั้งมีการฝึกฝนทักษะและเนื้อหาต่างๆ และควรเขียนจากผู้มีประสบการณ์หรือผู้มีความรู้ สำนักพิมพ์ควรเป็นสำนักพิมพ์ที่มีชื่อเสียงในระดับหนึ่ง และเนื่องจากทุกวันนี้ ราคาหนังสือแพงเอาๆ จึงควรพิจารณาให้รอบคอบก่อนการเลือกซื้อหนังสือนั่นเอง

ลองอ่าน 5 หนังสือ เตรียมสอบ TOEIC ที่คุณควรอ่านได้ที่ลิ้งค์
https://www.facebook.com/expertenglishlearners/posts/1788204821394718

2. Practice and Practice
2
อยากได้คะแนนเยอะ ทางลัดอาจจะมี แต่ความรู้จะอยู่กับคุณไม่นาน (อาการติวหนังสือสอบเพื่อเอาความรู้ชั่วครู่แล้วลืม ภาษาเชิงวิชาการ เรียกว่า Academic Bulimia ครับ ) แต่ถ้าคุณฝึกทุกวัน มันจะกลายเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับคุณไปตลอด และจะเพิ่มความมั่นใจให้กับคุณได้เป็นอย่างมาก ถ้าคุณมีความชำนาญในการทำข้อสอบมากพอ
3.ใช้ประโยชน์จาก Social Media
3
ทุกวันนี้เป็นโลกยุคการสื่อสารไร้ขอบเขต ดังนั้นพยายามเอาภาษาอังกฤษเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันคุณให้ได้มากที่สุด มันทำได้ง่ายมากเช่นกด Like page ที่เป็นข่าวภาษาอังกฤษ สอนภาษาอังกฤษ รวมทั้งช่องทางผ่าน YouTube และ Application บนโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น
4.ฟัง Listening ก่อนสอบ
4
ในช่วงใกล้สอบหรือระหว่างเดินทางไปสอบ แนะนำให้เปิด Practice Test ในส่วนของ Listening ฟัง แน่นอนว่าข้อสอบ ออกไม่เหมือนกับที่ฟังหรอก แต่เป็นการทำความคุ้นเคยให้กับหูและทักษะการฟังของเราว่า เดี๋ยวจะต้องไปเจอแบบนี้ในห้องสอบนะ ดังนั้นมันเป็นการเตรียมพร้อมอีกแบบหนึ่งเพื่อไม่ให้เราตื่นเต้นมากจนเกินไปนั่นเอง
5.พักผ่อนให้เพียงพอ
5
แน่นอน สำคัญที่สุดคือการมีสมาธิกับข้อสอบ หากคุณพักผ่อนไม่เต็มที่ ย่อมส่งผลเสียต่อการสอบแน่ๆ ดังนั้นการพักผ่อนให้เพียงพอและเหมาะสมเป็นเรื่องสำคัญพอๆกับการเตรียมตัวในด้านอื่นๆนั่นเอง

สอบ TOEIC  5 หนังสือที่คุณต้องไม่พลาดก่อนไปสอบ

เหนื่อยไหมสอบ TOEIC หลายครั้งก็ยังไม่ได้คะแนนตามที่หวัง

เหนื่อยไหม สอบ TOEIC หลายครั้งก็ยังไม่ได้คะแนนตามที่หวัง (คือดูเป็นคำโฆษณามากกก)  วันนี้จะรีวิวหนังสือเตรียมสอบ หรือที่เราเรียกกันว่า Test Preparation ของ TOEIC ตามประสบการณ์ของผมที่ผมอ่านแล้วคิดว่า 5 เล่มนี้ จะช่วย Boost คะแนนให้คนจะไป สอบ TOEIC ได้แน่นอน

อันดับ 5
5th
เชื่อว่าใครก็ตามที่เตรียมจะไป สอบ TOEIC อย่างน้อยต้องผ่านตาหนังสือ Test Prep เล่มนี้ เนื่องจากเป็นหนังสือที่บริษัทกวดวิชาภาษาอังกฤษหลายแห่งใช้ ด้วยเป็นหนังสือที่ปูพื้นฐานให้คนอ่านได้ดีเล่มหนึ่ง ครบถ้วนทั้งเนื้อหา Listening และ Reading ที่จะต้องสอบใน TOEIC ปัจจุบันในท้องตลาดเป็น 6th Edition ซึ่งตัดเนื้อหาออกไปจากเวอร์ชั่นก่อนเยอะพอสมควร (5th Edition)

Pros:
1.แยก พาร์ท Listening และ Reading ชัดเจน

2.เนื้อหาเป็นภาษาอังกฤษในระดับเบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้มีพื้นฐานทางภาษาอังกฤษน้อย

3.นอกจากเนื้อหาแล้วยังมี Sample Test ให้อีก 800 ข้อ (4 ชุดสอบ)

4.เหมาะสำหรับเรียนรู้ด้วยตัวเองก็ได้

Cons:
1.เนื้อหาค่อนข้างง่ายเกินไปสำหรับนำไปทำข้อสอบจริง อาจจะไม่เหมาะสำหรับผู้ที่อยากได้คะแนนระดับ 8-990

อันดับที่ 4

4th

เล่มนี้ก็ไม่ธรรมดา ด้วยชั้นเชิงของ Publisher ที่เป็นมหาวิทยาลัยระดับท็อปของโลก ทำให้มีความน่าเชื่อถือมากๆ เนื้อหาข้างในก็เรียกได้ว่าอัดแน่นและมีแบบฝึกหัดให้ผู้อ่านทำได้หลากหลาย โดยเฉพาะใน Section เสริมสร้างคำศัพท์อย่าง Vocabulary Builder ก็เป็นจุดเด่นที่เล่มอื่นไม่มี

Pluses

1.เนื้อหาแต่ละบทมีการเสริมสร้างทักษะที่หลากหลาย ไม่เฉพาะแค่ Listening กับ Reading

2.มี Section ของ Vocab Builder

Minus:
การจัด Layout ข้างในอ่านยากไปหน่อย ตามประสาหนังสือของเจ้านี้

มาต่อกันที่อันดับ 3

32th
เป็นอีกเล่มที่คนอ่านเห็นแล้วคงจะรีบโผเข้าไปเปิดดูหรือซื้อด้วยความเต็มใจเพราะยี่ห้อยังไงก็คงบ่งบอกถึงคุณภาพ ซึ่งก็จริง Test Prep เล่มนี้มีเนื้อหาที่ไม่ได้แบ่งแยก Section เหมือนเล่มอื่น แต่จะแบ่งเป็นหัวข้อในแต่ละหัวข้อที่ข้อ สอบ TOEIC มักชอบออก เช่น บทที่ 1 เป็นเรื่อง Office and Personel เป็นต้น ซึ่งในแต่ละบทจะมี Exercises ด้วยกัน 7 พาร์ท โดยทั้ง 7 พาร์ทนั้นก็คือรูปแบบทั้งหมดที่เราต้องไปสอบนั่นเอง ซึ่งจะทำให้เราคุ้นชินกับการสอบมากขึ้นอีกด้วย นับว่าเป็นจุดเด่นของ Test Prpe เล่มนี้เลยทีเดียว

Pluses:

1.เนื้อหาแน่น น่าเชื่อถือ

2.มีการแบ่ง Section ของการสอบแต่ละพาร์ทของ TOEIC ได้ดีเยี่ยมครบทั้ง 7 พาร์ท

3.เนื้อหามีระดับความยากคล้ายข้อสอบจริง

Minus
อาจไม่เหมาะสำหรับผู้เริ่มศึกษา

อันดับ 2

322th

โดยทั่วไปเราอาจไม่คุ้นกับเล่มนี้มากนัก
จริงๆเล่มนี้อยากจะยกให้เป็นที่ 1 ด้วยซ้ำ (ถ้าไม่เจอเล่มอันดับ 1) เพราะโดยส่วนตัวชอบหนังสือของ Publisher นี้อยู่แล้ว ด้วยมีระดับหนังสือที่ออกแบบ Layout ได้ดี และมี Levels ที่หลากหลายที่แต่ละเล่มออกแบบมาเพื่อให้เข้ากับระดับ Level นั้นจริงๆ โดยเล่มนี้ที่ให้เป็นอันดับสองเพราะว่า มีการวาง Layout ที่ชัดเจน แยกส่วน Listening กับ Reading ได้ดีมากๆ เนื้อหาไม่ยากไม่ง่าย เหมาะสำหรับทุกคน แถมยังมีทีเด็ดไม้ตายคือมี Techniques ให้ด้วยว่าควรจะทำอย่างไรบ้างทั้ง 7 พาร์ท ถือว่าสุดยอดจริงๆ

Pluses:
1. จัด Layout ดีมากกกกกอยากยกนิ้วให้จริงๆจากใจ

2.มี Techniques ครบทุกพาร์ท

Minus:
ยังหาข้อเสียให้ไม่ได้ เล่มนี้ดีมากจริงๆ

อันดับ 1 Hacker TOEIC

1st
ที่ยกให้เป็นที่ 1 เพราะเป็นหนังสือที่ให้ความละเอียดเกี่ยวกับเนื้อหาของภาษาอังกฤษระดับโมเลกุลเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะเล่ม Reading ที่เนื้อหาแกรมม่าแน่นปึ๊ก ปึ๊กขนาดว่าเล่มนี้คงเป็นหนังสือที่อธิบายแกรมม่าได้ละเอียดที่สุดในบรรดาทั้งหมดในลิสต์นี้แล้ว และยังสามารถเอาไปประยุกต์ใช้ได้จริงทั้งในข้อสอบ TOEIC และอื่นๆ เล่มนี้มีจุดเด่นคือ เนื้อหากับตัวอย่างข้อสอบจะอยู่หน้าเดียวกัน ทำให้อ่านปุ๊ปทำข้อสอบ แล้วคงจะจำได้แม่นขึ้น

Pluses:
1.เนื้อหาแน่นที่สุด แนะนำว่าควรอ่านอย่างยิ่ง

2.จัด Layout ได้ดี

Minus:
เนื้อหาและคำอธิบายค่อนข้างยาก ไม่เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นศึกษา

หวังว่าทั้ง 5 เล่มนี้คงจะช่วยคนที่จะไป สอบ TOEIC ได้บ้างนะครับ แต่อย่างไรก็ตามอย่าลืมว่า ต่อให้หนังสือจะดีแค่ไหน ถ้าเราไม่อ่านมันก็แค่กระดาษที่รอวันเปื่อย แล้วพบกันใหม่ EP. หน้า “5 กลเม็ดเด็ดเตรียมสอบ TOEIC อย่างมั่นใจ” หรือติดตามเทคนิคเด็ดๆและกลเม็ดการเตรียมสอบและการใช้ภาษาอังกฤษได้ก่อนใครที่ Xpert English, the home of Business and Academic English learners with expert and professional development,  https://www.facebook.com/expertenglishlearners/